มาเลเซียศึกษาการใช้ Stablecoin ผูกกับริงกิต ร่วม Standard Chartered
ธนาคารกลางมาเลเซียทดลองใช้เหรียญ Stablecoin สำหรับการชำระเงินแบบขายส่งกับธนาคารขนาดใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การทำธุรกรรมระหว่างสถาบันการเงินมีความปลอดภัยและรวดเร็วยิ่งขึ้น

สรุปด่วน
สรุปสร้างโดย AI ตรวจสอบโดยห้องข่าว
ธนาคารกลางมาเลเซียเริ่มโครงการทดสอบ 3 โครงการเพื่อนำร่องเหรียญ Stablecoin ที่ผูกกับเงินริงกิตร่วมกับธนาคารขนาดใหญ่
โครงการนำร่องนี้มุ่งเน้นไปที่การชำระเงินระหว่างธุรกิจแบบขายส่ง (B2B) และการฝากเงินแบบโทเค็นสำหรับสถาบันมืออาชีพ
กฎระเบียบที่เข้มงวดช่วยจำกัดความเสี่ยง พร้อมทั้งมีมาตรการป้องกันความผันผวนและปัญหาในการดำเนินงาน
ความริเริ่มนี้บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในเหรียญ Stablecoin และอาจเร่งการนำไปใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ธนาคารกลางมาเลเซีย หรือ Bank Negara Malaysia ได้เปิดตัวโครงการแซนด์บ็อกซ์ใหม่ 3 โครงการ เพื่อทดสอบ Stablecoin ที่ผูกกับค่าเงินริงกิต โดยประกาศดังกล่าวมีขึ้นเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2026 โครงการเหล่านี้มีเป้าหมายทดลองระบบการชำระเงินบนบล็อกเชนระหว่างสถาบันขนาดใหญ่
ธนาคารกลางทำงานร่วมกับสถาบันการเงินรายใหญ่ ได้แก่ Standard Chartered, Maybank และ CIMB จากใบสมัครทั้งหมด 35 โครงการ มีเพียง 3 โครงการที่ได้รับการคัดเลือก สะท้อนกระบวนการพิจารณาที่รอบคอบ
มุ่งเน้นการชำระเงินระดับสถาบัน
โครงการนำร่องครอบคลุมการชำระเงินแบบ B2B และเงินฝากที่ถูกโทเคนไนซ์ โดยเน้นการใช้งานจริง มากกว่าการทดลองเชิงวิจัย การทดสอบการชำระบัญชีระดับค้าส่งทำให้มาเลเซียได้ประเมินว่า Stablecoin จะช่วยให้ธุรกรรมรวดเร็ว ปลอดภัย และโปร่งใสมากขึ้นสำหรับสถาบันขนาดใหญ่ได้อย่างไร
Bank Negara Malaysia คาดว่าโครงการนำร่องจะช่วยเสริมความเชื่อมั่นในการใช้สกุลเงินดิจิทัลกับกิจกรรมทางการเงินจริง หากการทดสอบเป็นไปด้วยดี อาจเร่งการนำ Stablecoin ไปใช้ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
กฎระเบียบและการบริหารความเสี่ยง
แม้จะสนับสนุนนวัตกรรม ธนาคารกลางยังคงเข้มงวดด้านกฎระเบียบ ผู้เข้าร่วมต้องปฏิบัติตามแนวทางเพื่อบริหารความเสี่ยง เช่น ความผันผวนของราคา และปัญหาด้านระบบ
แนวทางนี้ช่วยให้มาเลเซียสนับสนุนเทคโนโลยีใหม่ โดยยังคงรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นในภูมิภาคที่กำลังพิจารณาการใช้ Stablecoin
ความสนใจจากธนาคารเพิ่มขึ้น
โครงการแซนด์บ็อกซ์เหล่านี้สะท้อนว่าธนาคารเริ่มมีความเชื่อมั่นใน Stablecoin มากขึ้น สถาบันการเงินกำลังสำรวจสกุลเงินดิจิทัลในฐานะเครื่องมือสำหรับการชำระเงินและบริการที่เกี่ยวข้องกับโทเคน
ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการทดสอบภายใต้การควบคุมเป็นวิธีที่เหมาะสมในการประเมินว่าเทคโนโลยีใช้งานได้จริงหรือไม่ อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้หน่วยงานกำกับดูแลตรวจพบปัญหาก่อนการใช้งานในวงกว้าง หากโครงการนำร่องประสบความสำเร็จ มาเลเซียอาจพัฒนาระบบการชำระเงินบนบล็อกเชนใหม่ในภูมิภาค
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นำหน้าด้านนวัตกรรม
การเดินหน้าโครงการแซนด์บ็อกซ์ทำให้มาเลเซียขยับจากแนวคิดสู่การปฏิบัติในด้านการเงินดิจิทัล ความร่วมมือกับธนาคารชั้นนำและการใช้กฎระเบียบที่เข้มงวด สะท้อนความตั้งใจของประเทศในการทดสอบที่ปลอดภัยและใช้งานได้จริง
หากประสบความสำเร็จ โครงการเหล่านี้อาจขยายการใช้ Stablecoin ปรับปรุงระบบการชำระเงิน และสนับสนุนการเติบโตของเครื่องมือทางการเงินที่ถูกโทเคนไนซ์ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ก้าวย่างของมาเลเซียชี้ให้เห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลไม่ใช่เพียงแนวคิดอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้จริงสำหรับสถาบัน โครงการนำร่องอาจกระตุ้นให้ประเทศอื่นในภูมิภาคสำรวจการใช้ Stablecoin ภายใต้กรอบกติกาที่ชัดเจน
ติดตามเราบน Google News
รับข้อมูลเชิงลึกและการอัปเดตคริปโตล่าสุด


